บทที่ 5 ตอนที่ 4: ร่วมทางกับมัจจุราช

ตอนที่ 4: ร่วมทางกับมัจจุราช

กลิ่นยาต้มขมปร่าลอยอวลปะปนกับกลิ่นชื้นของมอสและตะไคร่น้ำในอารามร้าง แสงแดดยามเฉิน (07.00 - 08.59 น.) สาดส่องลอดรอยแตกของหลังคาลงมาอาบไล้ใบหน้าซีดเซียวของอู๋หมิง เขารับชามดินเผาที่บรรจุน้ำยาสีเข้มข้นจากมือของสาวใช้ชุยจู๋ ก่อนจะยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ แม้ว่ารสชาติของมันจะขมจนแทบกลืนไม่ลงก็ตาม

อู๋หมิงปรายตามองสตรีที่เรียกตนเองว่า 'หนิง' นางกำลังง่วนอยู่กับการจัดเก็บเข็มเงินและขวดยาลงในหีบไม้ใบเล็ก ท่วงท่าการขยับตัวของนางแม้จะดูเชื่องช้าลงกว่าเมื่อคืน แต่กลับแฝงไปด้วยความระแวดระวัง ทว่าสิ่งที่ทำให้ผู้นำหอปรโลกเช่นเขาสะดุดตาที่สุด คือรอยด่างดำบนใบหน้านั้น... มันไม่ใช่รอยกร้านแดดกร้านลมของสตรีชาวบ้าน แต่เป็นรอยที่เกิดจากการใช้สมุนไพรพรางตาทั้งสิ้น

"ชาวบ้านป่าเช่นเจ้า มีบัวหิมะพันปีซ่อนไว้ในหีบยา ซ้ำยังรู้จักชื่อพิษเจ็ดก้าวกลืนวิญญาณ... ดูท่าเส้นทางหลบหนีของข้าครั้งนี้ คงมีสตรีสวมหน้ากากร่วมทางเสียแล้ว" อู๋หมิงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแววตากลับคมกริบดุจใบมีดที่กำลังชำแหละความลับของสตรีตรงหน้า

มู่หรงหนิงอันชะงักมือที่กำลังปิดฝาหีบ นางหันมาสบตากับบุรุษชุดดำอย่างไม่สะทกสะท้าน "ท่านผู้นำอู๋หมิง ในยุทธภพนี้ ล้วนมีกฎเกณฑ์ของการไม่ซักไซ้ไล่เลียงเบื้องหลังของกันและกันมิใช่หรือ ข้าไม่ถามว่าเหตุใดท่านจึงถูกพิษลอบสังหารจนต้องซมซานมาหลบซ่อนตัวที่นี่ ท่านเองก็ไม่ควรสนใจว่าข้าเป็นใคร รู้เพียงแค่ว่า หากไร้ซึ่งเข็มเงินและยาของข้า ท่านคงกลายเป็นอาหารของหมาป่าไปแล้ว... เท่านี้ก็เพียงพอต่อข้อแลกเปลี่ยนของเราแล้วมิใช่หรือ"

อู๋หมิงแค่นยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งจากบุรุษผู้มีฉายาว่ามัจจุราชไร้หน้า "ฝีปากกล้าไม่เบา... ได้ ในเมื่อเจ้าช่วยชีวิตข้า ข้าก็จะพาเจ้าข้ามภูเขาลูกนี้ไป แต่จงจำไว้ว่า ข้าไม่ชอบตัวถ่วง หากเจ้าหรือสาวใช้ของเจ้าก้าวตามไม่ทัน ข้าจะทิ้งพวกเจ้าไว้กลางป่าโดยไม่หันกลับมามอง"

"ท่านรักษาบาดแผลของท่านให้ดีเถิด อย่าได้มาเป็นตัวถ่วงของข้าเสียเองก็แล้วกัน" หนิงอันลุกขึ้นยืน สะพายหีบยาขึ้นบ่าอย่างเด็ดเดี่ยว

การเดินทางเริ่มต้นขึ้น อู๋หมิงเป็นผู้นำทาง เขามีความชำนาญในป่าลึก แม้ร่างกายจะเพิ่งฟื้นตัวจากพิษร้ายและบาดแผลฉกรรจ์ แต่ฝีเท้าของเขากลับแผ่วเบาไร้สุ้มเสียง ผิดกับชุยจู๋ที่เดินสะดุดรากไม้ล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายครั้ง

หนิงอันเดินรั้งท้าย นางใช้กิ่งไม้พยุงตัว ทุกย่างก้าวของนางเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แม้จะเหนื่อยหอบจนใบหน้าซีดเผือด แต่นางก็ไม่ปริปากบ่นแม้แต่ครึ่งคำ มือซ้ายของนางมักจะวางทาบอยู่ที่หน้าท้องส่วนล่างโดยสัญชาตญาณ เพื่อปกป้องแรงกระเทือนที่จะส่งผลถึงทารกในครรภ์

สายตาของอู๋หมิงที่ลอบสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ไม่พลาดรายละเอียดนี้

‘สตรีตั้งครรภ์... สภาพร่างกายอ่อนแอถึงเพียงนี้ แต่กลับมีจิตใจเด็ดเดี่ยวกล้าเดินฝ่าป่ามรณะ นางกำลังหนีสิ่งใดกันแน่ ถึงได้ยอมเอาชีวิตของตนและลูกในท้องมาเสี่ยงเช่นนี้’

ผ่านไปราวสองชั่วยาม พวกเขาเดินทางลึกเข้ามาในเขตหุบเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่จนบดบังแสงตะวัน อากาศรอบด้านเย็นเยียบและชื้นแฉะ

จู่ๆ อู๋หมิงก็หยุดฝีเท้า เขายกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทั้งสองคนหยุดนิ่ง ใบหน้าคมคายหันขวับไปทางทิศตะวันออก หูที่ผ่านการฝึกฝนวิชาตัวเบามาอย่างโชกโชนได้ยินเสียงฝีเท้าเบาหวิวที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ด้วยความเร็วสูง ไม่ใช่เสียงของสัตว์ป่า แต่เป็นเสียงของมนุษย์... และมีวรยุทธ์

"มีคนกำลังมา... สามคน " อู๋หมิงกระซิบเสียงแผ่ว มือขวาเลื่อนไปจับด้ามดาบที่เอวโดยอัตโนมัติ

หนิงอันใจหายวาบ "หอเงาหรือ..." นางพึมพำกับตนเอง หลิงเทียนซูส่งคนตามมาถึงในป่าลึกได้รวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ!

"ไม่ใช่คนของทางการแน่ กลิ่นอายสังหารรุนแรงเกินไป" อู๋หมิงหรี่ตาลง บาดแผลที่หน้าอกเริ่มปริแตกเล็กน้อยจากการเกร็งกล้ามเนื้อ "ซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินนี่ อย่าส่งเสียง ข้าจะจัดการพวกมันเอง"

บุรุษชุดดำทำท่าจะพุ่งตัวออกไป แต่หนิงอันกลับคว้าแขนเสื้อของเขาไว้แน่น

"บาดแผลของท่านเพิ่งจะสมาน หากท่านออกแรงตวัดดาบ เลือดจะคั่งและพิษที่ตกค้างอาจกำเริบขึ้นมาอีก" หนิงอันเอ่ยเตือนด้วยสายตาจริงจัง "เก็บแรงของท่านไว้เถิด ให้ข้าจัดการเอง"

อู๋หมิงขมวดคิ้ว "เจ้า? สตรีตั้งครรภ์ที่แม้แต่จะเดินยังต้องใช้ไม้เท้าพยุง จะเอาสิ่งใดไปสู้กับนักฆ่า?"

"ผู้ที่ฉลาด ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังเข้าห้ำหั่นเสมอไป"

หนิงอันปลดหีบไม้ออกอย่างรวดเร็ว นางหยิบขวดกระเบื้องขนาดเล็กสองใบออกมา ขวดหนึ่งบรรจุผงสีเทา อีกขวดบรรจุผงสีเหลืองอ่อน นางเทผงทั้งสองชนิดลงบนใบไม้แห้งใบใหญ่ จากนั้นหยิบหินเหล็กไฟขึ้นมาตีกระทบกันเบาๆ จนเกิดประกายไฟร่วงหล่นลงบนผงยานั้น

ฟู่...

ไม่มีเปลวเพลิงลุกโหม มีเพียงกลุ่มควันสีขาวบางเบาที่ไร้กลิ่นลอยอวลขึ้นมา หนิงอันกะทิศทางลมอย่างแม่นยำ ลมในหุบเขากำลังพัดเอื่อยๆ ไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศทางที่ศัตรูกำลังมุ่งหน้ามาพอดี

"นี่คือผง 'คร่าวิญญาณสลายปราณ' สกัดจากรากลำโพงภูเขาและพิษคางคกแห้ง เมื่อสูดดมเข้าไปเพียงอึดใจ จะทำให้เส้นลมปราณติดขัด แขนขาชาหนึบ และเกิดภาพหลอน" หนิงอันอธิบายเสียงเบา พลางยื่นผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำสมุนไพรให้ชุยจู๋และอู๋หมิงเพื่อใช้ปิดจมูก

กลุ่มควันสีขาวบางเบาถูกสายลมพัดพาให้กลืนหายไปกับสายหมอกยามเช้าอย่างแนบเนียน

ไม่ถึงชั่วจิบน้ำชา เสียงฝีเท้าที่เคยรวดเร็วและเป็นจังหวะก็เริ่มสะดุด ตามมาด้วยเสียงอุทานด้วยความตกใจของบุรุษชุดดำสามคนที่ปรากฏตัวขึ้นจากหลังพุ่มไม้ เสื้อผ้าของพวกเขามีตราพยัคฆ์เหินปักอยู่จริงๆ ... เป็นคนของหอเงาไม่ผิดแน่!

"อึก... เกิดอะไรขึ้น... ทำไมข้าเดินไม่ค่อยออก..." หนึ่งในนักฆ่าชุดดำเอ่ยเสียงสั่น พลางยกมือขึ้นกุมศีรษะ

"พิษ... ในหมอกมีพิษ..." อีกคนพยายามจะชักดาบ แต่แขนกลับหมดเรี่ยวแรงจนดาบร่วงหล่นลงพื้น

ภาพลวงตาเริ่มเข้าจู่โจมระบบประสาท นักฆ่าทั้งสามคนเริ่มกวัดแกว่งอาวุธสะเปะสะปะฟันอากาศ บ้างก็ร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัวราวกับเห็นปีศาจอยู่ตรงหน้า สติสัมปชัญญะที่เคยเฉียบคมถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อแม้แต่หยดเดียว

อู๋หมิงมองภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงระคนชื่นชม สตรีที่ดูอ่อนแอไร้ทางสู้ผู้นี้ กลับสามารถล้มยอดฝีมือของหอเงาได้เพียงแค่ขยับปลายนิ้ว ซ้ำยังรู้จักใช้ทิศทางลมและสมุนไพรได้อย่างร้ายกาจ

‘สตรีผู้นี้... อันตรายกว่าที่ตาเห็นนัก’

"พวกมันเป็นคนของหอเงา องค์กรนักฆ่าของอ๋องทมิฬ... เจ้าไปมีความแค้นอันใดกับจอมอ๋องผู้นั้นกันแน่ ถึงได้ถูกคนพวกนี้ตามล่า" อู๋หมิงหันมาถามด้วยความอยากรู้ที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

หนิงอันมองผลงานของตนเองด้วยสายตาเย็นชา นางเก็บขวดยาลงหีบ "ความแค้นของข้า ลึกล้ำเกินกว่าที่ท่านจะเข้าใจได้ ท่านผู้นำอู๋หมิง พวกมันหมดสภาพแล้ว เราเร่งเดินทางกันต่อเถิด ก่อนที่กำลังเสริมของพวกมันจะตามมาสมทบ"

อู๋หมิงพยักหน้า เขากระชับดาบในมือแน่นขึ้น แม้จะไม่ได้ลงมือฆ่า แต่เขาจดจำตราพยัคฆ์เหินนั้นไว้ในใจ ความแค้นระหว่างหอปรโลกและหอเงา เป็นสิ่งที่ต้องสะสางกันด้วยเลือดอยู่แล้ว การได้สตรีผู้มีพรสวรรค์ด้านพิษร้ายผู้นี้มาร่วมทาง อาจเป็นไพ่ตายที่เขาคาดไม่ถึงในการต่อกรกับหลิงเทียนซูก็เป็นได้

ทั้งสามรีบเร่งฝีเท้าเดินทางลึกเข้าไปในเทือกเขา ทิ้งร่างของนักฆ่าหอเงาทั้งสามที่กำลังดิ้นรนอยู่ในห้วงแห่งภาพหลอนไว้เบื้องหลัง

ณ จุดที่นักฆ่าทั้งสามคนนอนสลบไสล

สองชั่วยามต่อมา เสียงม้าฝีเท้าจัดควบฝ่าดงไม้เข้ามาจอดสนิท หลิงเทียนซูกระโดดลงจากหลังม้า ใบหน้าหล่อเหลาถมึงทึงดุดันเมื่อเห็นลูกน้องฝีมือดีของตนเองนอนน้ำลายฟูมปาก ตาเหลือกค้าง แขนขาเกร็งกระตุกราวกับคนเสียสติ ทว่าบนร่างกายกลับไม่มีบาดแผลจากการถูกอาวุธฟันแทงแม้แต่น้อย

หมอประจำกองกำลังรีบเข้าไปตรวจดูอาการ ก่อนจะรายงานด้วยเสียงสั่นเครือ "ทูลท่านอ๋อง พวกเขาถูกพิษพ่ะย่ะค่ะ เป็นพิษที่กระจายผ่านอากาศ ทำลายเส้นประสาทและสร้างภาพหลอนรุนแรง โชคดีที่สูดดมเข้าไปไม่มากจึงยังไม่ถึงแก่ชีวิต ทว่า... คงต้องใช้เวลารักษาอีกแรมเดือนจึงจะฟื้นฟูวรยุทธ์กลับมาได้"

หลิงเทียนซูเดินเข้าไปใกล้ร่างที่ไร้สติ เขาย่อตัวลง ใช้นิ้วแตะคราบผงสีเทาที่ติดอยู่บนใบไม้แห้งขึ้นมาดมกลิ่นบางเบาที่ยังหลงเหลืออยู่

"รากลำโพงภูเขา... พิษคางคก... ช่างเป็นสัดส่วนการผสมผสานที่ร้ายกาจและแม่นยำยิ่งนัก" หลิงเทียนซูเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ ทว่าดวงตากลับทอประกายวาวโรจน์ราวกับมีพายุไฟซ่อนอยู่ภายใน "มู่หรงหนิงอัน เจ้าเรียนรู้วิชาการใช้พิษชั้นสูงเช่นนี้มาจากที่ใดกัน... ซ่อนคมเขี้ยวไว้มิดชิดจนข้าตาบอดมองไม่เห็นมาตลอดสามปีเชียวหรือ"

ความรู้สึกโกรธเกรี้ยวที่ถูกหลอกใช้และถูกปั่นหัวทวีความรุนแรงขึ้นในอก แต่ในขณะเดียวกัน มันก็จุดประกายความท้าทายที่น่าตื่นเต้นอย่างประหลาด สตรีที่เขาเคยมองว่าโง่เขลา บัดนี้กำลังเล่นซ่อนหากับเขาด้วยมันสมองและพิษร้าย

"ท่านอ๋อง จะให้พวกเราส่งกำลังเสริมเข้าไปค้นหาในภูเขาต่อหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ" หัวหน้าองครักษ์เอ่ยถาม

"ไม่ต้อง" หลิงเทียนซูลุกขึ้นยืน สะบัดชายเสื้อคลุม "นางรู้ตัวแล้วว่าหอเงาตามมา นางย่อมต้องใช้กลอุบายทุกอย่างเพื่อลบร่องรอย ภูเขาหลงซานกว้างใหญ่ ซ้ำยังมีหมอกพิษและค่ายกลธรรมชาติ การส่งคนเข้าไปมั่วซั่วมีแต่จะนำไปทิ้งเปล่า"

เขาหันไปมองทิวเขาที่สลับซับซ้อนเบื้องหน้า ริมฝีปากหยักลึกเหยียดยิ้มเย็นชา

"ถ่ายทอดคำสั่ง ถอนกำลังหอเงาออกจากภูเขาหลงซานให้หมด แล้วไปดักรอที่ด่านกั้นชายแดนแคว้นเว่ยและเมืองท่าฝั่งตะวันตก... นางเป็นสตรีตั้งครรภ์ ไม่มีทางรอนแรมในป่าได้ตลอดไป อย่างไรเสียนางก็ต้องลงจากเขาเพื่อหาเสบียงและที่พัก ข้าจะกางตาข่ายฟ้าดักรอนางอยู่ที่ปลายทาง... ดูสิว่านกน้อยที่ปีกหักเช่นเจ้า จะบินหนีเงื้อมมือของข้าไปได้สักกี่น้ำ!"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป